สวัสดีครับทุกท่าน รายการหลอกหลอนสยองขวัญ
วันนี้เรามีเรื่องราวที่เกี่ยวกับความลึกลับของคาถาอาคม
ขอเสนอตอน “อาถรรพ์เดรัจฉานวิชา” (ของเข้าตัว)
: เมื่อพระธุดงค์ศึกษาเดรัจฉานวิชา จุดจบจะเป็นอย่างไร??
เรื่องมีอยู่ว่า
เขตชายแดนติดต่อกับประเทศเขมรของภาคอิสานแห่งหนึ่ง
เส้นทางแสนจะลำบากลำเค็ญในทุกๆ ฤดูกาล เป็นเวรกรรมของผู้ที่ใช้เส้นทางนี้
หมู่บ้านมะแว้ง
ตั้งอยู่กลางดงไม้อันหนาแน่นไม่ปรากฏหลักฐานว่าผู้ใดเป็นผู้ริเริ่มในการมาลงหลักปักฐาน
ถึงแม้นจะเป็นกลางดงลึก แต่ก็มีผู้คนอาศัยอยู่เกือบ ๕๐ หลังคาเรือน
อาจจะเป็นเพราะดินค่อนข้างต่ำ น้ำค่อนข้างชุ่ม จากต้นน้ำหลายๆ
สายของทิวเขาตลอดชายแดน ก่อนจะเข้าพรรษาประมาณเดือนพฤษภาคม
ก่อนฝนจะมาชาวบ้านบ้านมะแว้ง ได้มีโอกาสต้อนรับพระภิกษุสงฆ์สูงวัยราวๆ ๖๐ ปีเศษท่านหนึ่ง
ท่านได้ธุดงค์ผ่านมา และท่านก็ได้ปรารภว่า
“เข้าพรรษาปีนี้อาตมาประสงค์จะจำวัดที่หมู่บ้านมะแว้งแห่งนี้…”พุทธบริษัทต่างปรีดาปราโมทย์เป็นยิ่งนัก
จึงพร้อมใจกันสร้างกุฏิขึ้น ๑ หลัง เลือกสถานที่ต้นแม่น้ำเพราะเห็นวิเวกดี
ชาวบ้านมะแว้งมีอุปนิสัยชอบในการทำบุญ ถึงแม้จะเป็นหมู่บ้านที่ยากจนแต่ทุกคนมีศีลธรรมรักใคร่กลมเกลียวกันดี
จึงทำให้หลวงพ่อพระธุดงค์ได้พำนักอย่างสบายใจ
ในพรรษาชาวบ้านได้อยู่เย็นเป็นสุขกันมาจนกระทั่งผ่านมาถึงเดือนสุดท้ายก่อนออกพรรษา
ข้าวในนาตั้งรวง อากาศเย็นเริ่มโชยมา ท้องฟ้าที่เคยมืดมิดเพราะเมฆฝนหายไป มีแต่เมฆที่มีลักษณะคล้ายปุยฝ้ายเข้ามาแทนที่
ท้องฟ้าสีเงินตัดเมฆ แลดูงามตา แต่น้ำในห้วยมันเริ่มขาดแคลน
แล้วข่าวร้ายก็ได้กระจายทั่วหมู่บ้าน
หมูแม่พันธุ์ที่มีอยู่ตัวเดียวของนายมิ่งที่เลี้ยงไว้ในเล้า ได้หายไปในตอนกลางคืน
นายพรานสุขชี้ชัดบอกว่า เสือมาคาบเอาไปกินเพราะ บริเวณรอบๆ บ้านมีรอยเท้าเสือเต็มเกลื่อนไปหมด
ตั้งแต่วันนั้นมาวัวควายชาวบ้านก็ทยอยหายไปเรื่อยๆ
แม้แต่สัตว์เล็กอย่างเป็ดไก่ก็พลอยหายไปด้วย เป็นที่หวาดผวาของชาวบ้านมะแว้งเป็นอย่างมาก
ใครมีวัวมีควายต่างก็นำมาผูกรวมกันไว้คอกกลางหมู่บ้านและได้ก่อกองไฟ จัดเวรจัดยามคอยผลัดเปลี่ยนดูแลกันอย่างแน่นหนา
พอค่ำลงหน่อย ชาวบ้านต่างก็ปิดประตูหน้าต่างกันเงียบไม่ได้ยินแม้แต่เสียงเด็กที่ร้องไห้เพราะกลัวเสือมันจะมาคาบเอาไปกิน
ใครมีธุระโผล่มาตอนค่ำคืนจะไม่มีบ้านไหนเปิดประตูต้อนรับกันเป็นอันขาด
ถ้าเกิดปวดท้องก็กลั้นเอา กลั้นไม่อยู่ก็จะต้องมีคนมาคุมไม่น้อยกว่า ๕-๖ คน
ยืนคุมพร้อมด้วยอาวุธที่มี ส่วนมากก็จะไม่มีใครกล้าลงจากบ้านกันเลยทีเดียว
และวันนี้ก็เป็นอีกวันที่ชาวบ้านมะแว้งต้องมีอาการสยองขวัญ
เพราะเสือได้คาบหมูของนายอินกับนางจันสองสามีภรรยาเอาไปกิน
หมาเลี้ยงไว้หลายตัวแต่ละตัวล้วนแต่ดุๆ เห่าเก่งทั้งนั้น
วันที่เกิดเหตุต่างไม่มีตัวไหนเลยที่จะส่งเสียงมาเตือน
พวกมันมัวไปทำอะไรอยู่ที่ไหนกัน พรานสุขได้นำชายหนุ่มฉกรรจ์ออกตามรอยเท้าเสือ
ก็พบเศษซากของหมูเกลื่อนกลาดไปตามเส้นทาง
อีกหนึ่งอาทิตย์จะออกพรรษาหัวหน้าชาวบ้านเรียกลูกบ้านมาประชุมกันถึงเรื่องงานบุญปีนี้
ว่าจะเอาอย่างไรกันดีเพราะได้มีเสือเข้ามาเพ่นพ่านในหมู่บ้าน มีผู้กล้าหาญ ๕-๖
คนอาสาออกไปจัดการกับเสือร้าย โดยนายพรานสุขเป็นหัวหน้า พรานสุขให้นายวินเป็นคนเอาหมูออกไปผูกล่อเสือตรงกลางทุ่งแล้วพวกของพรานสุขก็ทำคัดห้างที่ต้นไม้ใหญ่
คอยจับตามองว่าเสือมันจะมาคาบเอาหมูที่ผูกไว้เมื่อไหร่
เสือมันก็เหมือนรู้ตัวไม่ยอมโผล่มาให้เห็น
คืนที่สองก็แล้ว จนกระทั่งคืนที่สาม
ดวงจันทร์ขึ้น ๘ ค่ำ แสงจากดวงจันทร์สว่างจ้า เหล่านายพรานสุขยังคงถือปืนจ้องไปที่หมูที่ผูกเอาไว้
เสียงจิ้งหรีดเรไรที่พากันร้องระงมจนแสบแก้วหู บัดนี้พากันพร้อมใจหยุดร้องเงียบกริบ
แม้แต่ลมก็ยังนิ่งสงบ
ครู่หนึ่งก็มีลมโชยมา
คราวนี้กลับมาพร้อมกลิ่นสาบสางและร่างของเสือก็ปรากฏขึ้น
หมูที่ผูกไว้มันรู้ว่าภัยได้มาถึงตัวมันแล้ว ต่างดิ้นรนอย่างสุดชีวิตเพื่อให้เชือกที่ผูกมัดไว้กับตอไม้หลุดออก
แต่ก็ไม่พ้นจากกรงเล็บของเจ้าลายพาดกลอนอยู่ดี นายพรานสุขถึงกับผงะเพราะเสือที่เห็นอยู่เบื้องหน้ามันตัวใหญ่มาก
ตั้งแต่เกิดมาเป็นพรานป่าก็เพิ่งได้เคยเห็นเสือที่ตัวใหญ่ขนาดนี้
พอตั้งสติได้จึงยกปืนแก๊ปประทับบ่าเล็งและวาดกระบอกปืนไปที่ร่างของเสือ แล้วเหนี่ยวไกทันที
“ปัง” เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหว!ทุกคนเห็นชัดๆ
ว่าเสือกระเด็นกระดอนไปตามแรงของวิถีกระสุน แต่หลังจากนั้น
มันกลับลุกขึ้นยืนสะบัดขนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
และก็ได้คาบเอาเหยื่อแล้วเดินหายลับเข้าไปในชายป่าต่อหน้านายพรานสุข
ทุกคนตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นและอ้าปากค้างไปตามๆ กัน
รุ่งเช้าทุกคนออกตามรอยเสือไป
แต่กลับไม่มีแม้แต่รอยเลือดของเสือ
คงมีแต่เพียงเลือดของเหยื่อเท่านั้นที่กระเซ็นอยู่ทั่วบริเวณ ปืนของนายพรานสุขคงทำอะไรมันไม่ได้
ข่าวเสือร้ายบุกเข้าไปคาบสัตว์เลี้ยงของชาวบ้าน
นายอำเภอและตำรวจท้องที่ได้ออกมาช่วยไล่ล่าเสือแต่ก็ไร้วี่แวว จนกระทั่งออกพรรษา
ทุกคนลงความเห็นว่ามันคงเผ่นไปไกลไม่กลับมาในหมู่บ้านนี้แล้ว
ต่างคนก็ดีใจและอุ่นใจ ที่จะได้ไม่ต้องขวัญหนีดีฝ่อกันอีกต่อไปแล้ว ต่างประกอบอาชีพและใช้ชีวิตกันตามปกติเหมือนที่เคยทำมา
หลังจากออกพรรษาไปได้
๓ วัน ลูกสาวของนายพรานสุขเอาขนมไปให้ยายที่บ้านท้ายทุ่ง แต่คราวซวยก็มาเยือน
นางกลับถูกเสือคาบเอาไปกิน ร่องรอยเสือแทะจนเหลือแต่กระดูก ตับไตไส้พุงหายเกลี้ยง
มันต้องเป็นเสือตัวนั้นโดยแน่แท้! นำความเสียใจและความคับแค้นแน่นอกมาสู่พรานสุขผู้เป็นพ่อเป็นอย่างมาก
ชาวบ้านมะแว้งต้องขวัญเสียและอยู่กันอย่างหวาดผวาอีกครั้ง ไม่กี่วันถัดมา ก็มีเด็กถูกเสือคาบเอาไปกินอีก
เป็ดไก่วัวควายก็เริ่มทยอยหายไป ในที่สุดพวกชาวบ้านก็อพยพหนีตายจากเสือกันจนเกือบจะหมดทั้งหมู่บ้าน
พากันทิ้งข้าวในนา ที่กำลังออกรวงเหลืองอร่ามเต็มท้องทุ่ง
เย็นวันหนึ่ง ท่ามกลางความเงียบสงัดของหมู่บ้านที่เกือบร้าง
ได้มีเกวียนเทียมวัวบรรทุกมาขายสินค้า
พาสองสามีภรรยาวัยชราผ่านมาพบกับชาวบ้านชุดสุดท้ายที่เตรียมอพยพลูกเมียออกจากหมู่บ้าน
พอชายชราเห็นดังนั้นจึงได้ถามไถ่ได้ความว่า เสือร้ายได้มีก่อกวนจนเหลือจะทนแล้ว
ผู้เฒ่าทั้งสองก็เช่นกัน
ควรรีบออกไปจากหมู่บ้านนี้ก่อนมืดค่ำเดี๋ยวจะไม่ทันการณ์เอาซะเปล่าๆ
ชายชราได้ฟังแล้วก็พูดขึ้นว่า “นี่ก็เย็นมากแล้ว ข้าเห็นว่าคงจะไม่ทัน
ถ้าเป็นเช่นนั้นในคืนนี้ ก็ขอให้ทุกคนอยู่แต่ในบ้าน
ถ้าหากว่ามีเสียงอึกทึกครึกโครมอะไรขึ้นมา ก็ขออย่าออกมาดูแล้วห้ามส่งเสียงดังเป็นอันขาด!”
เย็นวันนั้นหญิงชราก็ได้ชวนพวกผู้หญิงทำอาหารเย็นไว้กินกันก่อนที่ฟ้าจะมืด
ทางฝ่ายชายชราผู้เป็นสามี ก็จัดแจงเครื่องทรงเหมือนกำลังจะประกอบพิธีอะไรบางอย่างอยู่บนเกวียนของเขา
คืนวันเพ็ญเดือน ๑๒ แสงจันทร์ได้สาดส่องราวกับตอนกลางวัน เวลาผ่านไปเลยเที่ยงคืน ลูกเด็กเล็กแดงได้นอนหลับกันหมดแล้ว
ยังคงมีแต่พวกผู้ใหญ่ที่คอยเงี่ยหูฟังระวังภัย ว่าคืนนี้จะเกิดอะไรขึ้น และแล้วทุกคนก็ต้องสะดุ้งสุดตัว
เมื่อได้ยินเสียงหายใจฟืดฟาด เสียงเหมือนวัวควายชนกัน
ท่ามกลางแสงจันทร์ในคืนวันเพ็ญ ควายตัวสีดำเป็นมันล่ำพี ๒ ตัว กำลังต่อสู้กับเสือตัวขนาดมหึมา
ชาวบ้านที่แอบดู
เห็นควายตัวหนึ่งนั้นถูกแรงตบจากเสือกระเด็นกระดอนไป แต่ควายอีกตัวมันกระโจนเข้าขวิดทันที
เมื่อเสืองับคอควายตัวที่กระเด็นไปอยู่ นอกจากจะไม่ระคายหนังควายแล้ว
เสือยังถูกแรงสะบัดจนหลุดกระเด็น
แถมถูกขวิดซ้ำด้วยเขาอันแหลมคมปานฉมวกของควายอีกตัวเข้ามาทางด้านหลัง
ในที่สุดเจ้าลายพาดกลอนก็กระเสือกกระสนหนีตาย เพราะไม่สามารถต้านทานควายทั้ง ๒
ตัวนั้นได้ และในที่สุดควายตัวหนึ่งพุ่งเข้าชนเต็มแรง
ร่างเสือกระเด็นลอยสูงไปตกบนหลังคากระท่อมร้างหลังหนึ่งเสียงดังโครม!
จนกระท่อมหลังนั้นพังลงมาไม่เป็นท่า จากนั้นมันก็กระโจนหายไปอย่างไม่รู้ทิศทาง
และไม่มีใครรู้ว่ามันหายไปไหน ควายทั้งสองตัวเดินสะบัดหัวสะบัดหาง
เดินเฉียดกลับมาทางเกวียนของสองผู้เฒ่าตายาย แล้วร่างของควายทั้งสองตัวก็หายวับไปกับตา
สร้างความประหลาดใจแก่ชาวบ้านที่แอบมองและอ้าปากค้างไปตามๆ กัน
รุ่งเช้าพวกชาวบ้านที่ยังเหลืออยู่
ต่างพากันดีใจกระโดดโลดเต้น พวกผู้หญิงได้เตรียมอาหารหวานคาวเพื่อไปทำบุญก่อนเพลเพราะเรื่องร้ายๆ
ได้มลายหายไปแล้ว ชาวบ้านก็ไม่ลืมที่จะชวนสองผู้เฒ่าตายายไปใส่บาตรด้วยกัน
เวลาประมาณ ๙ โมงเช้า ทุกคนได้พากันเดินทางมาถึงหน้ากุฏิของหลวงตาพระธุดงค์
ที่ชาวบ้านได้เคยร่วมกันสร้างให้ไว้บริเวณต้นน้ำที่ปลีกวิเวกก่อนหน้านี้
แต่สิ่งที่พบเบื้องหน้า พวกชาวบ้านได้พากันตะลึงอ้าปากค้างก้าวขาไม่ออก
เพราะภาพที่เห็นอยู่เบื้องหน้าในตอนนี้ก็คือ…ที่หน้ากุฏิพบร่างของหลวงตานอนหายใจรวยริน
ตามตัวมีบาดแผลฉกรรจ์หลายแห่ง เลือดสดๆ ไหลโกรกออกมาจากบาดแผล
ตามร่างกายชุ่มโชกไปด้วยเลือด จมูกและปากมีเลือดไหลออกมาเป็นลิ่มๆ อะไรกันหรือนั่น!
ที่ท่อนล่างของลำตัวตั้งแต่ท่อนเอวลงไป เป็นร่างของเสือลายพาดกลอนเหลืองสลับดำ
หางสั่นระริกเหมือนกับกำลังส่งสัญญาณบ่งบอกถึงห้วงชีวิตที่ใกล้จะจบลงเต็มทีแล้ว
สายตาของหลวงตาเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อย
คล้ายจะบอกว่า มีใครบ้างอยากตกอยู่ในสภาพแบบนี้ ทุกอย่างเป็นกฏของกรรมโดยแท้
เป็นพระแทนที่จะเจริญศีลภาวนา แต่กลับมุ่งร่ำเรียนแต่เดรัจฉานวิชา
ผลจึงออกมาเป็นเช่นนี้แล......
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น